Archive for the ‘history’ Category

japanese infantry MIA found: Coporal Shoichi yokoi


Shoichi yokoi โชอิชิ โยโค

ขณะที่เจเซ่ส ดิวเอนัส และมานุเอล เดอกราเซีย พี่เขย-น้องเมีย ชาวกวม ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านแถบภาคใต้ของเกาะพากันเดินบุกป่าหญ้าสูงเกือบท่วมหัวลัด เลาะลำธารสายหนึ่งของแม่นำพาโลโฟโฟเพื่อหาที่เหมาะๆวางลอบดักกุ้งและปลาไหล ในลำธารดังที่เคยทำมาทุกวัน ขณะนั้นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดกำลังปกคลุมทั่วอาณาบริเวณป่าเขาและหุบห้วย ดิวเอนัสแบกปืนยาวมาด้วยเผื่อเจอหมูป่า กวางหรืออะไรก็ตามที่เข้ามาในรัศมีวิถีกระสุนก็จะได้นำกลับไปเป็นอาหารส่วน น้องเมียคือ เอกราเซียแบกลอบดักกุ้ง

ขณะที่เดินไปปรึกษากันไปว่าจะ วางลอบที่จุดใดบ้าง ทันใดนั้นทั้งสองก็สังเกตเห็นป่าหญ้าข้างหน้าห่างออกไปประมาณ 6-7 ฟุต ไหวยวบยาบเพราะมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวแต่จะเป็นเพราะอะไรนั้นยังมอง ไม่เห็น ดิวเอนัสนคิดว่าคงจะเป็นวัวหลงฝูงแต่เมื่อดูลักษณะการไหวของต้นหญ้าแล้วมิ ใช่วัววแน่ คงจะเป็นคน และถ้าเป็นคนคงจะต้องเป็นเด็ก เด็กคนไหนมาทำอะไรที่นี่ในเวลาโพล้เพล้เช่นน่ ถ้าเป็นเด็กจากหมู่บ้านเขาต้องพากลับไปส่งแน่


ทั้ง คู่ยืนนิ่งงัน พงหญ้าถูกแหวกตัวเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกทีๆ และแล้ว “ผี” ในความรู้สึกของเดอกราเซียก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าคนทั้งสอง ดิวเอนัสร้องบอกน้องเมียดังลั่น
“ทหารญี่ปุ่น!”
พร้อมกับเล็งปืนไปที่สิ่งนั้น
ผู้ ที่ปรากฏกายขึ้นจากป่าหญ้าเมือต้องเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าโดยมิได้คาดหมายมา ก่อนก็ตกตะลึง สีหน้าบอกความตกใจกลัว มือไม้สั่น ลอบดักกุ้งที่ถืออยู่หล่นจากมือ แต่สัญชาติญาณการป้องกันตัว ผี ตัวนั้นก็ยกมือทั้งสองตั้งการ์ดในท่าต่อยมวยและกระโจนเข้าแย่งปืน จาก ดิวเอนัส
เกิดการต่อสู้กันเล็กน้อยก่อนที่ทั้งสองจะจับ ผี ตัวนั้นไว้ได้และนำกลับไปบ้านหาอาหารให้กิน แล้วนำส่งต่อทางการของเกาะกวม


ภาพวาดแผนผังที่ซ่อนตัว

“ผี” ที่ว่านี้ที่แท้คือทหารญี่ปุ่นจริงๆ ตามที่ดิวเอนัสคิด เป็นทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวอยู่บนเกาะแห่งนี้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
เหตุการณ์ ที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นเมื่อ 24 มกราคม พ.ศ.2515 หรือ 15 ปีล่วงมาแล้ว ส่วนทหารญี่ปุ่นหลบซ่อนตัวบนเกาะแห่งนี้มาตั้งแต่ทหารอเมริกันยกพลขึ้นบก เพื่อชิงเกาะกวมคืนจากการยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น เมือ 21 กรกฎาคม 2487 เรื่อยมาจนถึงวันที่จับตัวได้เป็นเวลา 28 ปี เขาชื่อสิบเอก โชอิชิ โยโคอี (Shoichi Yokoi) อายุ 58 ปี สังกัดหน่วยส่งกำลังบำรุงค่าย ทาโลโฟโฟ.

กอง ทัพอดเมริกัน เริ่มตีโต้เพื่อยึดดินแดนต่างๆคืนจาก ญี่ปุ่น และโจมตีเกาะกวมเมื่อ 21 กรกฎาคม 2487 พยายามยกพลขึ้นบกแนวชายหาดนิมิตซ์ด้านตะวันตกเฉียงใต้ และที่อ่าวอกานาซึ่งอยู่ด้านตะวันตก แยกเป็นสองจุด กองทหารที่สิบเอกโยโคอี สังกัดนั้นตั้งอยู่บริเวณสนามกลอฟ์วินด์เวิร์ดเดี๋ยวนี้ ซึ่งอยู่ค่อนมาทางตอนกลางด้านใต้ของเกาะเหนือแม่น้ำทาโลโฟโฟ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบนเกาะแห่งนี้แตก ทหารญี่ปุ่นที่ไม่ยอมตกเป็นเชลยต่างหนีกระจัดกระจายไปทั่วเกาะ เป็นกลุ่มบ้าง เดี่ยวบ้างกลางคืนออกทำสงครามกองโจร ก่อวินาศกรรมต่อกองทัพอเมริกัน โยโคอิถอยร่นเจ้าสู่แนวป่าเขาด้านใต้แม่น้ำทาโลโฟโฟกับพรรคพวก 10 คน แต่ตอนหลังการอยู่รวมกลุ่มหลายคนขาดความคล่องตัว และมีปัญหาด้านเสบียงอาหารจึงแยกกันออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มของโยโคอี มี 3 คน

ภาพวาดแผนผังที่ซ่อนตัว

อเมริกัน ได้ชัยชนะเด็ดขาดบนเกาะกวม เมื่อ 10 สิงหาคม 2487 ต่อจากนั้นก็ค้นหาทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวทุกวิถีทาง มีการโปรยใบปลิวลงหนังสือพิมพ์ประกาศทางเครื่องขยายเสียงจากเครื่องบิน แม้กระทั่งออกค้นหาอย่างจริงจัง แต่เนื่องจากทหารอเมริกันรุกมุ่งหน้าไปทางเหนือของเกาะเพื่อบุกเกาะโอกินาวา อิโวจิม่า และญี่ปุ่นซึ่งอยู่ทางทิศเหนือต่อไป ประกอบกับการค้นหาทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวบนเกาะแห่งนี้ ในตอนต่อมาค่อยๆเพลามือลง และในที่สุดก็เลิกราไป โยโคอิกับเพื่อนอีก 2 คน จึงรอดพ้นไปได้ แต่ทั้งสามคนมิไดอยู่ด้วยกัน โยคิอิ แยกตัวอยู่คนเดียว ส่วนอีกสองคนนั้นอยู่ด้วยกันและอยู่ห่างจากที่อยู่ของโยคิอิใช้เวลาเดิน ประมาณ 10 นาทีถึง ทั้งสามคนไปมาเยี่ยมเยียนกันเป็นบางครั้งในระยะ 15 ปี แรก ภายหลังจากเพื่อน 2 คนหายจากไป (เข้าใจว่ากินอาหารที่มีพิษ) โยคิอิต้องอยู่โดดเดี่ยวต่อมาอีก 8 ปี ก่อนจะถูกจับตัว

เกาะกวม (Guam) เป็นเกาะเล็กๆที่มี่ธรรมชาติสวยงามเหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื้อที่ 209 ตารางไมล์อยู่ในหมู่เกาะมารีอานาส์ (Marianas) ใน มหาสมุทร แปซิฟิกตะวันตก ห่างจากญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเกาะเวค เกือบเท่าๆกัน แมกเจลเลนเป็นผู้พบหมู่เกาะแห่งนี้ และประกาศเป็นของสเปนเมื่อปี พ.ศ.2061 ต่อมาในปี พ.ศ.2441 เกาะกวมจึงตกเป็นของสหรัฐอันเนื่องมาจากสเปนแพ้สงครามสเปนเช-อเมริกัน จากนั้นญี่ปุ่นก็ข้ายึดครองเมื่อ 9 ธันวาคม 2484 สหรัฐยึดกลับคืนได้ในปี 2487

กวม เป็นเกาะที่มี่พลเมืองมากที่สุดของสหรัฐและสหรัฐได้ใช้เกาะแห่งนี้เป็น ปราการป้องกันประเทศด้านตะวันตกสุด มีทั้งฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศ และได้ใช้ฐานทัพอากาศแอนเดอร์สันบนเกาะแห่งนี้ เป็นฐานบินของเครื่องบินทิ้งระเบิด บี 52 ในการถล่มเวียดนาม พลเมืองกวมถือสัญชาติเมริกัน แม้เกาะแห่งนี้จะถูกไต้ฝุ่นกระหน่ำหนักยับเยินในปี 2505 ก็ตามแต่ปัจจุบันเศรษฐกิจของกวมเจริญรุดหน้าไปมาก นักธุรกิจญี่ปุ่นได้เข้าไปลงทุนในกิจการหลายๆอย่างในหมู่เกาะแห่งนี้ ตั้งแต่สงครามสงบก็ว่าได้
สภาพ บ้านเมืองของเกาะกวม หลังสงครามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนเพิ่มขึ้น มีถนนหนทางทั่วเกาะมีโรงพยาบาลทันสมัย มีโรงแรมหรูหราต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าไป การปศุสัตว์ และทำฟาร์มมีอยู่ทั่วไป ห่างจากที่หลบซ่อนของโยโคอี ออกไปประมาณ 4 ไมล์เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ วัว และปศุสัตว์อื่นเที่ยวและเล็มหญ้าเกือบจะกล่าวได้ว่าเฉียดๆที่อยู่ของเขา ทิ้งมูลไว้ประปราย มีรั้วเหล็กโดยรอบบริเวณ ถังเก็บน้ำสีขาวและตึกอาคารสีขาวสูงๆพอจะมองเห็นจากที่อยู่ของเขาได้แต่ไม่ มีใครค้นพบที่อยู่ของเขาเลย และเขาก็ไม่ยอมออกมามอบตัวแต่โดยดี จากสภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าวที่เปลี่ยนไป และกาลเวลาที่ผ่านไปเกือบสามทศวรรษ และก็ใช่ว่า โยโคอี จะไม่ทราบว่าสงครามได้ยุติลงแล้วก็หาไม่เพราะจากการประกาศด้วยเครื่องขยาย เสียงจากเครื่องบินให้ทราบถึงการสิ้นสุดของสงคราม การประกาศให้ออกมามอบตัวโดยจะไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้น จากหนังสือพิมพ์และใบปลิวที่เขาเก็บมาอ่าน เขาทราบรายละเอียดกระทั่งจีนถูกปกครองโดยระบอบใหม่ จีนชาติต้องอพยพเข้ามาอยู่เกาะไต้หวัน เขาทราบถึงแถลงการณ์ปอตสดัม (Pot Sdam Declaration) ซึ่งแม้แต่คนรุ่นเราในปัจจุบันก็ไม่อาจจะไม่ทราบ แต่เขาก็ไม่ยอมออกมามอบตัว ยังคง หลบๆซ่อนๆ ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากต่อไป

เหตุที่เขาไม่ยอมออกมาเป็นเพราะ
ประการ แรก ทหารญี่ปุ่นในยุคโตโจนั้น ขึ้นชื่อในเรื่องระเบียบวินัย ความกล้าหาญ การเสียสละ ยอมสละชีพเพื่อชาติ เพื่อพระจักรพรรดิ์ ทหารลูกพระอาทิตย์ทุกคนได้รับการอบรมสั่งสอนให้ยอมตายในสนามรบ การยอมแพ้ถูกจับเป็นเชลย ยอมมอบตัวนั้นเสื่อมเสียเกียรติยศของชายชาติทหาร เป็นสิ่งที่ควรดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งต่อมาภายหลังเมื่อพูดถึงเรื่องเขาจะได้กลับสู่ญี่ปุ่น แล้วเขาถึงกับต้องคิดหนักในเรื่องนี้ เขารู้สึกละอายใจที่รอดกลับมา
บันไซ

ประการ ที่สอง คือความกลัว ทหารญี่ปุ่นเคยใช้ซามูไรจัดการกับปฏิปักษ์จนชึ้นชื่อลือชาในความทารุณ โหดร้าย หากยอมมอบตัวก็กลัวว่า “ดาบนั้นคืนสนอง” เข้า บ้าง แม้จะรู้ว่าสงครามยุติ แต่ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐเขาเชื่อแน่ว่าไม่มีทางจะกลับ เป็นมิตรกันได้ไม่ว่าโดยกรณีใดๆ ซึ่งในภายหลังเขาบอกกับพยาบาลที่ดูแลเขาว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเข้าใจพวกอเมริกันผิดถนัด” ไม่นึกว่าคนอเมริกันจะเป็นผู้ที่มีความเมตตาปราณี และเป็นมิตรกับคนญี่ปุ่นได้
แต่ถึง กระนั้นเขาก็มีความหวังว่าสักวันหนึ่งเขาคงมีโอกาสได้กลับสูมาตุภูมิ ทางเดียวจะกลับไปได้ก็โดยทางเครื่องบินเท่านั้น 10 ปี ผ่านไป 20 ปีผ่านไป แต่เมื่อไม่มีเครื่องบินที่มีสัญลักษณ์สีแดงกลมๆของญี่ปุ่นผ่านมาแม้แต่ เครื่องเดียวก็ได้แต้นั่งปลงว่าชาตินี้คงต้องทิ้งกระดูกไว้ที่เกาะกวมเป็น แน่แท้
ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกที่ได้ทราบข่าวการพบตัว โยโคอิ ต่างก็อยากรู้ว่า
“ทำไมเขาไม่ออกมามอบตัว”
และ
“เขาอยู่ได้อย่างไร?”
บางคนรู้สึกทึ่ง บางคนถึงกับอิจฉา อิจฉาในการทำ
“สถิติ”
ซ่อนตัวที่นานที่สุดของเขา
เขาดำรงชีพอย่างโดดเดี่ยวภายใต้ปัจจัยที่ขาดแคลนได้อย่างไร?
หลัง จากแยก กับเพื่อน 2 คน คนหนึ่งเป็นทหารยศสิบโท และอีกคนหนึ่งเป็นพลเรือน ชื่อฉิชิ และ นากาฮาตง แล้ว เขาสร้างกระท่อมเล็กๆอยู่ในป่าลึก ดำรงชีพอยู่ด้วยนเครื่องกระป๋องที่ทหารอเมริกันทิ้งลงมาจากอากาศแต่กระนั้น ก็มีปัญหาเรื่องอาหาร มีด และไฟ เขาใช้เลนซ์ไฟฉายรับแสงอาทิตย์จุดไฟ แต่เมื่อเห็นว่าการอยู่ในกระท่อมบนพื้นดินไม่ปลอดภัย จึงหาที่อยู่ใหม่ หลังจากเดินสำรวจชัยภูมิแล้วก็เลือกได้ที่เหมาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นป่าไผ่ใกล้ๆลำธารของแม่น้ำทาโลโฟโฟ
ใน เวลากลางคืน เขาใช้เสียมที่ทำจากปลอกกระสุนปืนใหญ่ขุดดิน เป็นหลุมกว้างประมาณ 2 ฟุตใช้มือกอบดินที่ได้ออกไปโปรยหว่านไกลๆเพื่อพรางตา ขุดเป็นปากปล่องลึกลงไปประมาณ 8 ฟุต ต่อจากนั้นก็ขุดถ้ำในแนวนอนเป็นโพรงสี่เหลี่ยมยาว 9 ฟุต กว่าง (ส่วนสูง) ประมาณ 39 นิ้ว ใช้เวลาขุดประมาณหนึ่งเดือน ถ้ำ (บ้าน) ของเขาก็เสร็จเรียบร้อยที่ก้นถ้ำเขาขุดขึ้นมาหาผิวดินข้างบน เป็นรูเล็กๆ แล้วนำไม้ไผ่ที่กระทุ้งข้อออกตลอดลำ เสียบตามรูนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นช่วงระบายอากาศส่วนด้านปากปล่องที่ใช้ขึ้นลง เขาขุดทะลุไปถึงฝั่งลำธารที่นี่ใช้เป็นส้วมและระบายน้ำฝนที่ไหลลงมาตามปล่อง ขึ้นลงหากเกิดฝนตกหนักก็จะไหลออกสู่ลำธารได้

“บ้าน”
ของ เขาจะได้ไม่ถูกน้ำท่วม ปล่องขึ้นลงนำไม้ไผ่มาทำเป็นขั้นบันได ปลายบนมัดไว้กับรากไผ่ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านก็ทำด้วยไม้ไผ่ มีชั้นสำหรับวางของและทำฝ้าเพดานป้องกันดินร่วงหล่นลงมา แค่นี้บ้านก็เรียบร้อยสมบูรณ์อยู่ได้อ้อ! ปาก ปล่องจะทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ เขานำไม้ไผ่มาสานเหมือนมู่ลี่ ขนาดกว้างกว่าปากปล่องเล็กน้อย ปิดไว้แล้วทับด้วยใบไผ่แห้งเพื่อพรางตา
บ้าน หลังนี้ให้ความปลอดภัย แก่เขาตลอดเวลากว่าทศวรรษ กลางวันเขาอยู่ในบ้าน หาอะไรทำไปตามเรื่อง เช่น ถักทอผ้าเพื่อเย็บเป็นเสื้อ กางเกง รองเท้า เข็มขัด แม้กระทั่งถุงถักสำหรับใส่เสบียงอาหาร ทำลอบดักกุ้ง และปลาไหล ทำกับดักหนู ทำน้ำมันจากเนื้อมะพร้าวไว้สำหรับปรุงอาหาร และจุดให้แสงสว่าง เสื้อผ้าที่ใช้เขานำเอาเปลือกต้นปาโก้ปาล์มมาลอกเอาใย นำใยที่ได้มาสานทอเป็นผ้า ทำเข็มเย็บผ้าขึ้นใช้เอง ใช้ใยของปาล์มที่ได้เป็นเส้นด้ายเย็บเสื้อผ้า ทำเข็มเย็บผ้าขึ้นใช้เอง ใช้ใยของปาล์มที่เป็นเส้นด้ายเย็บเสื้อผ้า เนื่องจากที่หมู่บ้าน โตมิตา จังหวัด อาอิชิ ซึ่งอยู่ใกล้เมืองนาโกยา อันเป็นบ้านเกิดของเขานั้น เขามีอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อผ้าสไตล์สากลมาก่อนเพราะฉะนั้นการหาหรือทำ เครื่องนุ่งห่มจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาเลย ตลอดเวลาที่หลบซ่อนตัว เขาตัดเสื้อ กางเกงไว้ใช้ถึง 3 ชุด จากใยปาโก้ดังกล่าว กระดุมทำด้วยปลาสติกจากกระบอกไฟฉาย หัวเข็มขัดทำด้วยลวด รองเท้าจากใยปกาโก้ ตะเกียงเป็นถ้วยเล็กๆ ไส้ตะเกียงทำด้วยใยเปลือกไม้ นำมาขวั้นเป็นเกลียวเชือก ยึดด้วยขดลวดตั้งตรงกลางถ้วยน้ำมันมะพร้าว ไฟได้จากการใช้ท่อนไม้ขัดสีกันจุดด้วยใยไม้ และต่อไว้ด้วยใยที่ขวั้นเป็นเชือกจากกาบมะพร้าวไว้ใช้นานๆ จากการที่เขาต้องง่วนอยู่กับงานทั้งวันนี้เอง ทำให้สุขภาพจิตของเขาเข้มแข็งและสามารถดำรงชีพอยู่ได้
ค่ำๆ โพล้เพล้เขาจะไต่ขึ้นจากปล่องออกมาวางลอบดักกุ้ง ปลาไหล วางกับดักหนูตามลำธารใกล้บ้านและหาปัจจัยยังชีพอื่นๆเช่น เปลือกปาโก้ ลูกมะพร้าวแล้วก็กลับเข้าไปหลับนอนในบ้าน เขากินอาหารวันละ 2 มื้อดื่มน้ำต้มสุกจากน้ำลำธำรและอาบน้ำที่นี่ อาหารเป็นพวกกุ้ง ปลาไหล กบ หอยทาก (ส่วนงูเขาไม่กิน) มะพร้าว ลูกปาล์ม และสาเกทำให้สุกโดยปิ้ง ย่าง หรือทอด ด้วยน้ำมันมะพร้าวจากกระทะที่ทำเองจากกระติกน้ำมาผ่าซีก ตลอด 28 ปีเขาไม่เคยพบเกลือเลย เกลือและน้ำตาลไม่เคยได้กิน เขามีเตาไฟอยู่ในถ้ำ ตั้งอยู่ใต้ปล่องระบายอากาศนั่นเอง แต่เพื่อมิให้ควันไฟพวยพุ่งออกมาเหนือพื้นดินเวลาเขาติดไฟเขาทำเครื่องดูด ควัน โดยนำเอาใยมะพร้าวมาแขวนไว้ใต้ปากปล่องระบายอากาศดักควันไฟไว้ ตลอดเวลาอันยาวนานเขาเจ็บป่วย 3 ครั้ง และหายเองโดยไม่ต้องกินยาใดๆ เขาเคยเป็นบิดถ่ายออกเป็นเลือด อันเนื่องมาจากกินหมูป่าที่เขาขุดหลุมดักได้มา
เครื่อง มือเครื่องใช้อย่างอื่นในบ้านของเขานอกจากที่กล่าวแล้ว มีปืนยาวอาวุธประจำตัวที่พระจักรพรรดิมอบให้ตั้งแต่เขาเข้าไปเป็นทหาร และถูกส่งไปอยู่แมนจูเรีย 3 ปี ก่อนถูกย้ายมาประจำเกาะกวม ปืนนี้ไม้พานท้ายปืนผุหมดแล้ว เหลือแต่โครงเหล็ก เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำกลับไปถวายคืนพระจักรพรรดิ หากมีโอกาสเข้าเฝ้า นอกนั้นมีกรรไกร กาต้มน้ำที่เขาซ่อมแซมอุดรอยรั่วได้ย่างดียิ่งกว่าช่างอาชีพ เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างเขาประดิษฐ์ขึ้นจากเศษวัสดุที่เขาเจอเจอะ ในการไปค้นถ้ำของเขาทางการกวมเก็บ ทรัพย์สินส่วนตัว ของเขามาได้ถึง 45 รายการรวม 90 ชิ้น แล้วนำมาแบ่งกับทางการญี่ปุ่นเพื่อนำไปเก็บไว้สำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ทาง การทหารต่อไป
โย โคอิมีความสุขไหม หลายคนอาจจะสงสัย แน่นอนเขาไม่มีความสุขใดๆเลย เขาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในภายหลังที่เกาะกวมว่า เขาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสจนไม่อาจหาคำพูดใดๆมาอธิบายให้เข้าใจได้

แม้ เขาจะอยู่โดดเดี่ยวเป็น เวลานาน สภาพร่างกายผอมเกร็งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หัวเข่า ข้อศอก และข้อนิ้วมือมีกระดูกโตๆ โผล่ให้เห็นเด่นชัด และตัดผมโกนหนวดเพียงครั้งเดียวในรอบ 28 ปี จากชายหนุ่มอายุ 27 ปี ก่อนออกขากบ้านเป็นคนแก่อายุ 58 ปี ในปี พ.ศ.2515 แต่สภาพจิตใจของเขายังนับว่าอยู่ในขั้นเยี่ยม ความจำของเขาดีมากไม่ว่าจะเกี่ยวกับวันเวลาที่ผ่านไป ซึ่งเขานับคำนวนจากดวงจันทร์ เขาจำเหตุการณ์ต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิดของเขา ปีถูกส่งไปแมนจูเรีย ย้ายมเกาะกวม วันอเมริกันยกพลขึ้นบก จำรูปภาพ จำชื่อเพื่อนๆในเยาว์วัย จำผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และญาติพี่น้องได้เกือบหมด เขาอ่านและเขียนภาษาญี่ปุ่นออกแม้จะไม่เคยพูดและไม่เคยใช้ภาษามาตลอด 28 ปีก็ตาม ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่คนสมัยนี้ไม่เคยคิดถึงหรือลืมไปแล้วก็คือ ความรู้สึกที่เขาเคยได้รับการอบรมสั่งสอนมาเกี่ยวกับประเทศชาติ ศักดิ์ศรีของทหาร และคนญี่ปุ่น รวมถึงความรู้สึกของเขาที่มีต่อพระจักรพรรดิยังคงเดิม เมื่อมีผู้นำพระฉายาลักษณ์พระจักรพรรดมาให้เขาดูเพื่อทดสอบเขาจำได้ แต่เขารู้สึกเสียใจ และผิดหวังที่ “พระจักรพรรดิ (ซึ่งเป็นเทพเจ้า) ไม่น่าจะทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตก”

21 กรกฎาคม 2487 อเมริกันยกพลขึ้นบกเพื่อชิงเกาะกวมคืนจากญี่ปุ่น การสู้รบบนเกาะยุติลงเมื่อ 10 สิงหาคม วันที่ 30 กันยายน ปีเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นประกาศเลื่อนยศจากสิบโท เป็นสิบเอก โชอิชิ โยโคอี เป็นบำเหน็จความดีความชอบตามธรรมเนียมทหารในสมัยนั้น ที่สู้ศึกจนตัวตาย และส่งข่าวการเสียชีวิตไปถึงครอบครัว ทางครอบครัวของโยโคอิได้สร้างหลักหินจารึกชื่อผู้ตายไว้ที่วัดกยุนจิ ในหมู่บ้าน โตมิตา ว่าเป็นที่ระลึก และอนุสรณ์สถาน กือบปี ให้หลัง คือวันที่ 15 ส.ค.2488 สงครามยุติ ซึ่งโยโคอิก็ทราบ ปี 2493 พบทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวที่เกาะอนาตาฮาน ปี 2503 พบตัว มินากาวา และอิโต ทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวอีกเหมือนกันที่เกาะกวมและในปี 2515 จึงพบตัวสิบเอกโชอิชิ โยโคอิ เป็นคนล่าสุดหลังจากเหลบซ่อนอยู่ถึง 28 ปี และจากบ้านเกิดเมืองนอนถึง 31 ปีกว่าจะได้กลับคืนอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2515


หลุมศพของ ชิโยอิชิ ปี พ.ศ. ๒๔๘๗
Shoichi’s Tome 1945
Japanese infantry

Advertisements

Dr. Joseph Goebbels

Posted: May 11, 2009 in history

Hitler’s hand:Dr. Joseph Goebbels

ดร. โจเซฟ เกิบเบิลส์(Joseph Goebbels) ผู้เปรียบดุจแขนซ้ายของฮิตเลอร์
จาก เด็กหนุ่มผู้ยากจนแต่มีความอดทนใความมุมานะอย่างสูง อันเป็นลักษณะในตัวของเขาประกอบกับความที่เป็นคนซื่อสัตย์และมีอัจฉริยภาพ ทางด้านความคิดเป็นเลิศ และที่กล่าวมาแล้วนี้ก็มิใช่ใครที่ไหน เขาคือ ดร.โจเซฟ เกิบเบิลส์ นั่นเอง ถ้าเปรียบแล้วเขาก็เป็นดุจดังแขนของผู้นำแห่งอาณาจักรไรซ์
29 ตุลาคม พ.ศ.2421 (ค.ศ. 1878) คือวันที่เขาถือกำเนิด ณ เมืองไรท์ ประเทศเยอรมนี จากครอบครัวชาวนาในชนบท ซึ่งสภาพทางครอบครัวก็อยู่ในฐานะยากจน แต่จากความที่ตนเองนั้นเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรเป็นทุนอยู่แล้วและ ก็รักความก้าวหน้าในชีวิต ทำให้เขาซึ่งขณะเรียนอยู่นั้นสามารถสอบชิงทุนของรัฐบาลได้ และเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เมื่อได้มีโอกาสศึกษาต่อแล้ว

เกิบเบิลส์ทุ่มเทในหน้าที่การเรียนอย่างหนักจนต่อมาอีกไม่กี่ปีเขา ก็สามารถสำเร็จการศึกษาขั้นสุงสุดในระดับปริญญาเอก ในสาขาประวัติศาสตร์วรรณคดีจากมหาวิทยาลัยไฮเดนเบิร์กอย่างน่าภาคภูมิใจด้วย ความมุมานะของตนเองในที่สุด
เมื่อจบจากมหาวิทยาลัยมาแล้วก็หันมาประกอบ อาชีพในด้านสาขาที่ตนสำเร็จเช่นเป็นนักเขียน นักประพันธ์ และนักข่าวมาระยะหนึ่งแต่ต่อมาไม่นานช่วงนันเองเหตุการณ์บ้านมืองของประเทศ เยอรมนีในขณะนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองอยู่ และก็มีพรรคการเมืองและก็มรพรรคการเมืองอยู่พรรคหนึ่งซึ่งชื่อว่า พรรเยอรมันนาซี (naze) หรือ “พรรคเยอรมันเนชั่นโซเซียลลิสต์” เพิ่งจะถูกก่อตั้งขึ้นมาใหม่ ทำให้เป็นช่วงที่พรรคกำลังทำการขยายมวลชนและประชาสัมพันธ์ให้พรรคนั้นเป็น ที่รู้จักต่อสาธารณชนชาว

เกอเบิ้ลกับการกล่าวสุนทรพจน์

เยอรมัน และก็เป็นช่วงที่พรรคทำการเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคอีกด้วยจากการติดตามความ เคลื่อนไหวและนโยบายของพรรคอยู่ตลอดเวลานั้น ทำให้เกิบเบิลส์ให้ความสนใจต่อพรรคเยอรมันนาซีเป็นอย่างมาก และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ ดร.เกิบเบิลส์ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่การเป็นสมาชิกพรรคเยอรมันนาซีก็คือ การที่เขาได้มีโอกาสเข้าฟังการกล่าวปราศรัยของฮิตเลอร์ ปรากฏว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ ฮิตเลอร์ทำให้เกิบเบิลส์เกิดความศรัทธายิ่งนัก จนทำให้เขาตกลงใจสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคเยอรมันนาซีในทันทีโดยไม่ลังเล
เมื่อ ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคแล้วเขาได้รับความไว้วางใจจากฮิตเลอร์ให้เข้ามาทำใน ด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ภายในพรรค ด้วยความสามารถอันอัจฉริยะด้วยแล้วเขาได้สร้างผลงานด้านต่าง ๆ ที่โดดเด่นหลายชิ้นให้แก่พรรคจนสามารถประกาศเผยแพร่พรรคและนโยบายของพรรคจน เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจนนำไปสู่ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง ครั้งต่อมา
เกิบเบิ้ลและครอบครัว ซึ่งเขาฆ่าตัวตายพร้อมกัีบครอบครัวของเขาไปพร้อมๆกับฮิตเลอร์

เมื่อ พรรคเยอรมันนาซีได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งจนได้เป็นรัฐบาลแล้ว จึงได้มีดำริจากฮิตเลอร์ว่า ควรจะมีการก่อตั้งหน่วยงานด้านการสื่อสารขึ้นให้มีความถาวรและเป็นเอกภาพจึง ได้ก่อตั้ง “กระทรวงโฆษณาแถลงข่าวและโฆษณาชวนเชื่อ” ผู้ที่ควรจะมาดำรงตำแหน่งอันทรงอิทธิพลแห่งนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่ต้องมีความ สามารถอย่างยิ่ง ด้วยผลงานอันโดดเด่น ที่ผ่านมาได้ประจักษ์ผลมาอย่างเด่นชัดแล้ว ทำให้ฮิตเลอร์ได้มอบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาประชาสัมพันธ์ชวน เชื่อนี้ให้แก่เกิบเบิลส์เป็นผู้ควบคุม
ด้วยการที่เป็นผู้มีประสบการณ์ใน ด้านนี้มานานแล้ว เกิบเบิลส์ได้ผลิตสื่อและผลงานของเขาเป็นที่โดดเด่นเพื่อประโยชน์สูงสุดของ พรรคและปฏิบัติภารกิจของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อพรรคและนายของเขามา ตลอดช่วงของสงครามอย่างไม่เคยเปลี่ยน ทำให้เขาได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนายของเขาคือฮิตเลอร์เป็นอย่างมากที่ สุดในบรรดาคณะพรรคนาซี จึงไม่แปลกเลยที่หากว่าฮิตเลอร์ไป ณ ที่ใด มักจะปรากฏร่างของเกิบเบิลส์เคียงข้างเขาไปทุกหนทุกแห่งจนกระทั่งทั้งสองจบ ชีวิตลงในที่สุด
แม้กระทั่งในช่วงสุดท้ายของชวิตก็ตาม ในช่วงที่สงครามโลกจะยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมัน ในขณะที่บรรดา คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่หรือบุคคลใหญ่ ๆ ของพรรคก็ต่างละทิ้งฮิตเลอร์ หนีเอาตัวรอดกันทั้งนั้น แต่ปรากฏว่าเกิบเบิลส์แม้มีโอกาสเช่นกันแต่เขาก็ไม่คิดจะทอดทิ้งนายของเขา เลย เพราะเขาพร้อมที่จะเป็นหรือตายอยู่กับนายของเขาได้ตลอดเวลา
จนในที่ สุดฮิตเลอร์ตัดสินใจยิงตนเองกับภรรยาจนเสียชีวิต เกิบเบิลส์เองก็ตัดสินใจทำตามแบบนายของตนโดยการ กรอกยาพิษให้ลูกของตนจนตายทั้งหมด 6 คน แล้วจัดการตนเองกับภรรยาด้วยการยิงตัวตายตามกันหมดทั้งครอบครัว ตามนายฮิตเลอร์ของเขาไปตลอดกาลชั่วนิรันดร์ เมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) อย่างน่าเศร้าสลด